ที่พักเกาะเสม็ด
เกี่ยวกับเกาะเสม็ด
สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ
โดยนิราศเรื่องนี้ตามบันทึกได้กล่าวไว้ว่า เณรพัด บุตรชายของสุนทรภู่เป็นผู้แต่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตามมีหลายข้อสันนิษฐานได้ชี้ไปที่สุนทรภู่ว่าสุนทรภู่ต่างหากที่เป็นผู้แต่ง เพราะในช่วงเวลานั้นสุนทรภู่ยังอยู่ในสมณเพศ จึงต้องออกระมัดระวังตัว
|
|
๏ โอ้สังเวชวาศนานิจาเอ๋ย |
|
จะมีคู่มิได้อยู่ประคองเชย |
ต้องละเลยดวงใจไว้ไกลตา |
|
ถึงทุกข์ใครในโลกที่โศกเศร้า |
ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา |
|
จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา |
ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน |
|
โอ้จำใจไกลนุชสุดสวาดิ |
จึงนิราศเรื่องรักเป็นอักษร |
|
ให้เห็นอกตกยากเมื่อจากจร |
ไปดงดอนแดนป่าพนาวัน |
|
กับศิษย์น้องสองนายล้วนชายหนุ่ม |
น้อยกับพุ่มเพื่อนไร้ในไพรสัณฑ์ |
|
กับนายแสงแจ้งทางกลางอารัญ |
จะพากันแรมทางไปต่างเมือง |
|
ถึงยามสองล่องลำนาวาเลื่อน |
พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง |
|
ถึงวัดแจ้งแสงจันทร์จำรัสเรือง |
แลชำเลืองเหลียวหลังหลั่งน้ำตา |
|
เป็นห่วงหนึ่งถึงชนกที่ปกเกล้า |
จะแสนเศร้าครวญคอยละห้อยหา |
|
ทั้งจากแดนแสนห่วงดวงกานดา |
โอ้อุรารุ่มร้อนอ่อนกำลัง |
|
ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ำปล้ำแต่ทุกข์ |
สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง |
|
ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศวัง |
เทพทั้งเมืองฟ้าสุราไลย |
|
ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย |
เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส |
|
ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร |
ให้พ้นไภยคลาศแคล้วอย่าแผ้วพาน |
|
ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ |
แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน |
|
มีซุ้มซอกตรอกนางจ้างประจาน |
ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง |
|
โอ้ธานีศรีอยุธยาเอ๋ย |
นึกจะเชยก็ได้ชมสมประสงค์ |
|
จะลำบากยากแค้นไปแดนดง |
เอาพุ่มพงเพิงเขาเป็นเหย้าเรือน |
|
|
|
|
๏ ถึงย่านยาวดาวคนองคนึงนิ่ง |
ยิ่งดึกยิ่งเสียใจใครจะเหมือน |
|
พระพายพานส้านเสียวทรวงสเทือน |
จนเดือนเคลื่อนคล้อยดงลงไรไร |
|
โอ้ดูเดือนเหมือนดวงสุดาแม่ |
กระต่ายแลเหมือนฉันคิดพิศมัย |
|
เห็นแสงจันทร์อันกระจ่างค่อยส่างใจ |
เดือนครรไลลับตาแล้วอาวรณ์ |
|
ถึงอารามนามชื่อวัดดอกไม้ |
คิดถึงไปแนบทรวงดวงสมร |
|
หอมสุคนธ์เคียงกายขจายจร |
โอ้ยามนอนห่างนางระคางคาย |
|
ถึงบางผึ้งผึ้งรังก็รั้งร้าง |
พี่ร้างนางร้างรักสมัคหมาย |
|
มาแสนยากฝากชีพกับเพื่อนชาย |
แม่เพื่อนตายมิได้มาพยาบาล |
|
ถึงปากลัดแลท่าชลาตื้น |
ดูเลื่อมลื่นเลนลากลำละหาน |
|
เขาแจวจ้องล่องแล่นแสนสำราญ |
มาพบบ้านบางระจ้าวยิ่งเศร้าใจ |
|
อนาถนิ่งอิงเขนยคนึงหวน |
จนจวบจวนแจ่มแจ้งปัจจุสไสมย |
|
โอ้ใจจืดมืดเหมือนเมื่อเดือนแรม |
ไม่เยื้อนแย้มกลีบกลิ่นให้ดิ้นโดย |
|
เสียดายดวงพวงผกามณฑาทิพย์ |
ถึงเซิงไทรศาลพระประแดงแรง |
|
ขออารักรักษ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงศาล |
ฦๅสท้านอยู่ว่าเจ้าห้าวกำแหง |
|
ข้าจะไปทางไกลถึงเมืองแกลง |
เจ้าจงแจ้งใจภัคินีที |
|
ฉันพลัดพรากจากจรเพราะร้อนจิตร |
ใช่จะคิดอายอางขนางหนี |
|
ให้นิ่มน้องครองรักไว้สักปี |
ท่านศุขีเถิดข้าขอลาไป |
|
พอแจ่มแจ้งแสงเงินเงาระยับ |
ดาวเดือนดับเด่นดวงพระสุริย์ใส |
|
ถึงปากช่องคลองสำโรงสำราญใจ |
พอน้ำไหลขึ้นเช้าก็เข้าคลอง |
|
เห็นเพื่อนเรือเรียงรายทั้งชายหญิง |
ดูก็ยิ่งทรวงช้ำเป็นน้ำหนอง |
|
ไม่แม้นเหมือนคู่เชยเคยประคอง |
ก็เลยล่องหลีกมาไม่อาไลย |
|
แต่สาชลเจียวยังวนเป็นวงไป |
จะได้เชยพลูจีบหมากดิบเจียน |
|
นี่จนใจได้แต่ลมมาชมเล่น |
นี่ฤๅใจที่จะตรงอย่าสงกา |
|
ถึงด่านทางกลางคลองข้างฝั่งซ้าย |
ตวันสายแสงส่องต้องพฤกษา |
|
ออกสุดบ้านถึงทวารอรัญวา |
เป็นทุ่งคาแฝกแขมขึ้นแกมกัน |
|
ลมระริ้วปลิวหญ้าคาระยาบ |
ระเนนนาบพลิ้วพลิกกระดิกหัน |
|
ดูโล่งลิ่วทิวรุกขเรียงรัน |
เป็นเขตรคันขอบป่าพนาไลย |
|
๏ ถึงทับนางวางเวงฤไทยวับ |
เห็นแต่ทับชาวนาอยู่อาไศรย |
|
นางชาวนาก็ไม่น่าจะชื่นใจ |
คราบขี้ไคคร่ำคร่าดังทาคราม |
|
อันนางในนัคราถึงทาษี |
ดีกว่านางทั้งนี้สักสองสาม |
|
โอ้พลัดพรากจากบุรินแล้วสิ้นงาม |
ยิ่งคิดความขวัญหายเสียดายกรุง |
|
ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ |
ดูระกะดาษทางไปกลางทุ่ง |
|
เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง |
ต้องลากจุงจ้างควายอยู่รายเรียง |
|
ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด |
เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง |
|
แจวตะกูดเกะกะปะกะเชียง |
บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย |
|
โอ้เรือเราคราวเข้าไปติดแห้ง |
เห็นนายแสงเป็นผู้ใหญ่ก็ใจหาย |
|
นั่งพยุงตุ้งก่าในตาลาย |
เห็นวุ่นวายสับสนก็ลนลาน |
|
น้อยกับพุ่มหนุ่มตะกอถ่อกระหนาบ |
เสียงสวบสาบแทรกไปด้วยใจหาญ |
|
นายแสงร้องรั้งไว้ไม่ได้การ |
เอาถ่อกรานโดยกลัวจนตัวโกง |
|
สงสารแสงแขงข้อไม่ท้อถอย |
พุ่มกับน้อยแทรกกลางเสียงผางโผง |
|
ถ้วยชามกลิ้งฉิ่งฉ่างเสียงกร่างโกรง |
นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคม |
|
จนตกลึกล่วงทางถึงบางโฉลง |
เป็นทุ่งโล่งลานตาล้วนป่าแขม |
|
เหงือกปลาหมอกอกกกับกุ่มแกม |
คงคาแจ่มเค็มจัดดังกัดเกลือ |
|
ถึงหัวป่าเห็นป่าพฤกษาโกร๋น |
ดูเกรียนโกรนกรองกรอยเป็นฝอยเฝือ |
|
ที่กิ่งก้านกรานกีดประทุนเรือ |
ลำบากเหลือที่จะร่ำในลำคลอง |
|
ถึงหย่อมย่านบ้านไร่อาไลยเหลียว |
สันโดษเดียวมิได้พบเพื่อนสนอง |
|
เขารีบแจวมาในนทีนอง |
อันบ้านช่องมิได้แจ้งแห่งตำบล |
|
ถึงคลองขวางบางกระเทียมสท้านอก |
โอ้มาตกอ้างว้างอยู่กลางหน |
|
เห็นแต่หมอนอ่อนแอบอุระตน |
เพราะความจนเจียวจึงจำระกำใจ |
|
จะเหลียวซ้ายแลขวาก็ป่าแสม |
ตลึงแลปูเปี้ยวเที่ยวไสว |
|
ระหริ่งเรื่อยเฉื่อยเสียงเรไรไพร |
ฤไทยไหวแว่วว่าพงางาม |
|
ถึงชแวกแยกคลองสองชวาก |
ข้างฝั่งฟากหัวตะเข้มีมะขาม |
|
เขาสร้างศาลเทพาพยายาม |
กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชา |
|
ตลึงแลแต่ล้วนลูกจรเข้ |
โดยคเนมากมายทั้งซ้ายขวา |
|
สักสองร้อยลอยไล่กินลูกปลา |
เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก |
|
โอ้คลองขวางทางแดนแสนโสทก |
ดูบนบกก็แต่ล้วนลิงแสม |
|
เลียบตลิ่งวิ่งตามชาวเรือแพ |
ทำลอบแลหลอนลอกตะคอกคน |
|
ทำหลุกหลิกเหลือกลานพานลุกลน |
เขาด่าคนจึงว่าลิงโลนลำพอง |
|
ถึงชวากปากคลองเป็นสองแพร่ง |
น้ำก็แห้งสุริยนก็หม่นหมอง |
|
ข้างซ้ายมือนั้นแลคือปากตะครอง |
ข้างขวาคลองบางเหี้ยทะเลวน |
|
ประทับทอดนาวาอยู่ท่าน้ำ |
ดูเรียงลำเรือรายริมไพรสณฑ์ |
|
เขาหุงหาอาหารให้ตามจน |
โอ้ยามยลโภชนาน้ำตาคลอ |
|
จะกลืนเข้าคราวโศกในทรวงเสียว |
เหมือนขืนเคี้ยวกรวดแกลบให้แสบสอ |
|
ต้องเจือน้ำกล้ำกลืนพอกลั้วคอ |
กินแต่พอดับลมด้วยตรมใจ |
|
พอฟ้าคล้ำค่ำพลบลงหรุบรู่ |
ยุงออกฉู่ชิงพลบตบไม่ไหว |
|
ได้รับรองป้องกันเพียงควันไฟ |
แต่หายใจมิใคร่ออกด้วยอบอาย |
|
โอ้ยามยากจากเมืองแล้วลืมมุ้ง |
มากรำยุงเวทนาประดาหาย |
|
จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย |
แม้นเจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา |
|
พอน้ำตึงถึงเรือก็รีบล่อง |
เข้าในคลองคึกคักกันหนักหนา |
|
ด้วยมืดมัวกลัวตอต้องรอรา |
นาวามาเรียงตามกันหลามทาง |
|
ถึงบ้านบ่อพอจันทร์กระจ่างแจ้ง |
ทุกประเทศเขตรแขวงนั้นกว้างขวาง |
|
ดูดาวดาษกลาดฟ้านภาพาง |
วิเวกทางท้องทุ่งสท้านใจ |
|
ดูริ้วริ้วลมปลิวที่ปลายแฝก |
ทุกละแวกหวาดหวั่นอยู่ไหวไหว |
|
รำฤกถึงขนิษฐายิ่งอาไลย |
เช่นนี้ได้เจ้ามาด้วยจะดิ้นโดย |
|
เห็นทิวทุ่งวุ้งเวิ้งให้หวั่นวาด |
กัมปนาทเสียงนกวิหคโหย |
|
ไหนจะต้องลอองน้ำค้างโปรย |
เมื่อลมโชยชื่นนวลจะชวนเชย |
|
โอ้นึกนึกแล้วก็น่าน้ำตาตก |
ด้วยแนบอกมิได้แนบแอบเขนย |
|
ได้หมอนข้างต่างน้องประคองเกย |
เมื่อไรเลยจะได้คืนมาชื่นใจ |